การฝึกสัมผัสญาณบารมีขององค์หลวงปู่หมุน โดยใช้มโนศรัทธา
 

เมื่อทุกท่านได้พัฒนาจิตเกิดความก้าวหน้า จิตเริ่มมีกำลัง มีคุณภาพบ้างแล้ว ก็ขอให้มาลองฝึกการใช้จิตสื่อสัมผัสพลังญาณบารมีของหลวงปู่หมุนกัน ด้วยการใช้มโนภาพทางใจเข้ามาช่วยในเบื้องต้น นั้นก็คือการใช้ความรู้สึกระลึกถึงองค์หลวงปู่ท่านด้วยใจ เห็นองค์ท่านด้วยใจนะ ไม่ได้เห็นด้วยสายตา หรือ เกิดนิมิตใดๆ และไม่ต้องเป็นกังวลว่าท่านจะไม่รับรู้เจตนาในการฝึกของเรา เพราะเรามีองค์พระของหลวงปู่อยู่ในมือ ในองค์พระมีญาณบารมีขององค์ท่านอยู่ ก็เปรียบเสมือนมีประตูมิติ สามารถส่งจิตและคำอธิฐานถึงองค์ท่านได้ ถึงแม้จิตเราจะยังมีกำลังไม่มาก ขอเพียงท่านมีศรัทธาต่อองค์หลวงปู่ และอารธนาบารมีของพระรัตนตรัยความตั้งใจก็จะสำเร็จได้

ได้จัดเตรียมรูปภาพเอาไว้ให้ทุกท่านใช้ร่วมในการฝึก เพื่อให้ง่ายต่อการน้อมระลึกในเบื้องต้น ( ขอให้ท่านเลือกรูปที่ชอบใจ รูปที่ท่านดูแล้วระลึกได้ง่าย ) ขอให้ท่านทำการตัดต่อภาพตัวเอง นำไปใส่แทนรูปต้นแบบ แล้วนำรูปไปอัดเป็นรูปถ่าย เอาไว้หมั่นฝึก หมั่นระลึกนึกถึง ให้ติดจิตติดใจ ในมโนทวาร ด้วยอำนาจแห่งความศรัทธาเป็นตัวนำ ตามด้วยกำลังของสมาธิที่ค่อยๆบ่มเพาะ คงจะไม่ยากเกินความพยายาม อย่างแน่นอน

 
 

คำอธิฐานในการฝึกมีดังนี้ ... พุทธัง ธัมมัง สังฆัง ( 3 จบ ) ขออำนาจบารมีของพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และองค์หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล ขอให้จิตของลูกได้สัมผัสกระแสพลังญาณบารมีขององค์หลวงปู่ได้ตรงตามความเป็นจริง ลูกขอน้อมนำกระแสพลังแห่งญาณบารมี ฌานบารมี เมตตาบารมี ขององค์หลวงปู่หมุนเป็นที่พึ่งที่ระลึก เพื่อนำจิตของลูกให้เข้าสู่สภาวะแห่งสมาธิ เพื่อพัฒนาไปสู่การทรงฌาน และเกิดญาณทัศนะในที่สุด ขอองค์หลวงปู่ได้โปรดเมตตาต่อลูกด้วยเทอญ ลูกของให้การปฏิบัตินี้เป็นไปเพื่อการปฏิบัติบูชาต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และองค์หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล ด้วยความเคารพศรัทธา สาธุ สาธุ สาธุ

เมื่ออธิฐานจิตเสร็จ ก็ให้นั่งสมาธิ กำองค์พระไว้ในมือเช่นเดิม แล้วใช้ใจน้อมระลึกนึกถึงองค์หลวงปู่หมุน ใช้ใจระลึกนะ ตามรูปตัวอย่างที่เตรียมไว้ให้ ซึ่งก็แล้วแต่ความถนัดของแต่ละท่านว่าจะน้อมระลึกได้ในลักษณะใด เช่น ระลึกว่าองค์ท่านอยู่เหนือหัวเรา , ระลึกว่าองค์ท่านซ้อนอยู่ในกายเรา , ระลึกว่าองค์ท่านซ้อนอยู่แนบแน่นกับดวงจิตตรงบริเวณหน้าอก เป็นต้น ตรงนี้ท่านต้องทดลองระลึกด้วยตัวเองดู แล้วเลือกแบบที่ถนัด ระลึกได้ง่าย และจิตใจสบายๆ ต้องสบายนะ ถ้าอึดอัดก็จะไม่เหมาะ สมาธิจะเกิดได้ดี ต้องเริ่มจากจิตใจมีความสุข มีความสบาย แล้วจิตก็จะสงบลงได้ในที่สุด

ขออธิบายเพิ่มอีกสักนิด เผื่อบางท่านจะไม่เข้าใจว่า การใช้ใจระลึกรู้เป็นอย่างไร ขอยกตัวอย่างดังนี้ ... ขอให้ท่านหลับตาลง แล้วลองนึกถึงคุณแม่ดู ระลึกได้ใช่ไหม แต่ไม่จำเป็นต้องเห็นหน้าตาชัดๆแบบรูปถ่าย แค่เพียงรู้สึกได้ พอนึกออก เบาๆก็พอแล้ว เมื่อฝึกไปบ่อยๆ ความชำนาญมากขึ้น จิตมีกำลังมากขึ้น การรับรู้ การระลึกถึง ก็จะง่ายขึ้น และชัดขึ้น ละเอียดขึ้นไปตามลำดับ

ช่วงแรกๆรู้สึกได้เช่นไร ก็รู้เช่นนั้นไปก่อน ไม่ต้องปรุงแต่งใดๆ เรามีแค่หน้าที่รู้สึกอยู่กับกระแสคลื่นพลังงานไปอย่างเบาๆ สบายๆ ไม่ต้องเพ่ง เคร่งเครียด หรือ สงสัยใดๆ ตามรู้คลื่นพลังงานไปเรื่อยๆอย่างมีสติ เดียวจิตก็จะเข้าสู่สภาวะแห่งสมาธิได้ ความคิดปรุงแต่งลดน้อยลง ความรู้สึกทางจิตใจจะละเอียดขึ้นๆไปตามลำดับ จิตจะสงบตัวลง จิตจะพัฒนาไปสู่สมาธิขั้นฌานได้

ขอให้ท่านทำตัวเป็นแค่ผู้สังเกตุสภาวะก็พอ เป็นแค่ผู้รู้ ผู้ดูก็พอ รับรู้อย่างมีสติประกอบ จิตใจสบายๆก็พอ เราปฏิบัติเพื่อเอาความสงบ เพื่อพัฒนาจิตให้มีคุณภาพ มีกำลังก่อน ดังนั้นไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องคิดหาเหตุผล ไม่ต้องปรุงแต่ง ไม่ต้องเคร่งเครียด ไม่ต้องเพ่ง แล้วจะง่าย จะเป็นได้เร็ว

สำหรับท่านที่สงสัยว่าเป็นการคิดๆจิตนาการไปเองหรือไม่ ขออธิบายให้คล้ายใจสักนิด คือผู้ฝึกใหม่ย่อมต้องมีสิ่งที่จะมาช่วยน้อมนำจิตในเบื้องต้น เราจึงต้องมีการสร้างภาพในใจช่วยนำก่อน ซึ่งเราก็มีสติรู้อยู่ว่าเป็นการน้อมใจไป โดยเราขอบารมีของพระรัตนตรัยและมีอำนาจศรัทธาเป็นตัวนำ มีองค์พระของหลวงปู่เป็นสื่อญาณ มีใจที่น้อมไปถึงญาณบารมีขององค์หลวงปู่ ซึ่งญาณบารมีขององค์ท่านบารมีสูงมาก กว้างขวาง ญาณองค์ท่านรับรู้ได้ไวมาก จึงทำให้การสื่อรับคลื่นพลังงานจากองค์ท่านเป็นไปได้จริง และเมื่อจิตเรามีกำลัง มีคุณภาพมากขึ้น จิตจะมีความสามารถในการรับรู้ละเอียดขึ้น และไวขึ้นไปตามลำดับนั้นเอง

เมื่อจิตเกิดสมาธิก็จะพัฒนาไปตามลำดับของสภาวะของสมาธินั้นก็คือ 1.ขณิกสมาธิ 2.อุปจารสมาธิ 3.อัปปนาสมาธิ
ซึ่งก็จะเป็นไปตามลำดับขั้นของฌานตั้งแต่ปฐมฌาน ไปจนถึงฌานสี่ อย่างไรก็ตามขอย้ำให้ทุกท่านทราบอีกครั้งว่าจุดมุ่งหมายของการทำสมาธิก็เพื่อให้จิตเกิดความสงบ และมีคุณภาพพอที่จะนำมาใช้ต่อยอดในการเจริญปัญญา ( วิปัสสนากรรมฐาน ) เพื่อให้จิตตั้งมั่น ไม่หลงปรุงแต่งไปในโลกแห่งความคิด ความฝัน สามารถฝึกควบคู่ไปกับการเจริญสติในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยให้สามารถนำตนไปสู่ทางแห่งความพ้นทุกข์ ตามรอยบาทขององค์พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า

ท่านใดสนใจศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องของสมาธิและฌาน คลิ๊กที่นี่